การตลาดและการขาย

นโยบายการตลาดของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สำคัญในปีที่ผ่านมา

Karmarts Public Company Limited (KAMART) กำหนดนโยบายการตลาดของผลิตภัณฑ์และบริการสำคัญโดยมุ่งเน้นการสร้างความแตกต่างของแบรนด์และตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล โดยในปี 2568 บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องภายใต้แนวคิดด้านนวัตกรรมความงาม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งดำเนินกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดผ่านหลากหลายช่องทาง (Integrated Marketing Communication) อาทิ สื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดีย การทำการตลาดผ่านผู้มีอิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ (Influencer) การรีวิวสินค้า และกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

นอกจากนี้ บริษัทได้ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในรูปแบบ Omni-Channel ครอบคลุมร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านค้าของบริษัท แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และการจำหน่ายผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซ รวมถึงการทำกิจกรรมการตลาดในต่างประเทศร่วมกับตัวแทนจำหน่าย เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและขยายฐานลูกค้าในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตของรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว.

ในด้านช่องทางการจัดจำหน่าย บริษัทมีช่องทางหลัก 5 ช่องทาง ได้แก่

ช่องทางร้านค้าโมเดิร์นเทรด (Modern Trade)

เป็นช่องทางการค้าสมัยใหม่ในแบบการค้าปลีก โดยมีจุดเด่น คือ มีสินค้าหลากหลายรูปแบบ มีการจัดระเบียบร้านค้าเป็นหมวดหมู่ ตกแต่งสวยงาม อยู่ในพื้นที่ที่สะดวกแก่การเข้าถึง เช่น ห้างสรรพสินค้า ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าที่ต้องการได้ด้วยตนเองได้แก่

  • 1. ร้านสะดวกซื้อ

จำหน่ายสินค้าปลีกขนาดพกพา สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ง่ายเนื่องจากมีจำนวนสาขามาก และกระจายอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ได้แก่ 7-Eleven, 24 Shopping, jiffy, Mini Big C , Lotus’s go Fresh, Tops Daily,Turtle Shop และ Lawson108 เป็นต้น

  • 2. ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต และดิสเคาท์สโตร์

จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลาย มีสินค้าจำนวนมากให้ผู้บริโภคเลือกสรร เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อและมีความต้องการสินค้าในจำนวนมาก เพื่อการอุปโภคบริโภคหรือการค้าส่งในลักษณะ SMEs ได้แก่ Tops, Home Fresh Mart, Gourmet Market, Food Hall, Lotus’s, Big C, CJ Express, Villa Market, Max Valu, Makro เป็นต้น

  • 3. ร้านค้าบิวตี้สโตร์

จัดจำหน่ายสินค้าเครื่องสำอาง กลุ่มสินค้าดูแลผิว ดูแลเส้นผม และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคด้านความงามในรูปแบบต่างๆ และยา ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมสินค้าความงามที่มีความทันสมัย มีกลุ่มสินค้าหลากหลายที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ได้แก่ Watsons, Boots, Beautrium, EVEANDBOY, Tsuruha เป็นต้น และร้านค้ากลุ่มยา จำหน่ายยา และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น อาหารเสริม เวชสำอางต่างๆ ได้แก่ I Care, eXtra Plus, Dr.pharma, LAB Pharmacy, Tops Care, Fascino เป็นต้น ซึ่งถือเป็นช่องทางขายที่ช่วยขยายตลาดไปสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ได้อีกช่องทางหนึ่ง

  • 4. ร้านค้าขายตรงผ่านแค็ตตาล็อก

แหล่งรวบรวมสินค้าหลากหลายชนิดที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าผ่านการนำเสนอสินค้าในรูปแบบแค็ตตาล็อก โดยมีพนักงานตัวแทนขายเป็นสื่อกลางในการให้บริการสั่งซื้อสินค้า ซึ่งจะติดต่อกับลูกค้าโดยตรง ทำให้สามารถเข้าถึงความต้องการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ได้แก่ Friday Catalog เป็นต้น

สำหรับภาพรวมในปี 2568 ช่องทาง Modern trade ยังคงเป็นช่องทางที่มีความสามารถในการสร้างยอดขายอย่างต่อเนื่อง รวมถึง Online เช่นเดียวกัน ส่งผลให้ร้านค้าต่างๆ ใน Modern Trade เริ่มให้ความสำคัญกับการซื้อผ่านช่องทาง Online เพิ่มมากขึ้น บริษัทฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญและได้ผลักดันสินค้านำเข้าไปขายช่องทางนี้ในร้านค้าต่าง ๆ ของ MDT เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสการขาย และให้กลุ่มลูกค้าาได้เห็น และเข้าถึงแบรนด์เพิ่มมากขึ้น โดยจัดกิจกรรมของแบรนด์บนช่องทางออนไลน์ของร้านค้าโมเดิร์นเทรด และการทำส่งเสริมการขายทางออนไลน์ ที่ตอบสนองรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ช่องทางร้านค้าตัวแทนจำหน่าย (Traditional Trade)

เป็นช่องทางการค้าแบบดั้งเดิมที่ใช้กระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคโดยอาศัยคนกลาง ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันจะมีร้านค้าโมเดิร์นเทรดกระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่ แต่ช่องทางการค้าท้องถิ่นแบบดั้งเดิมยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างยอดขายให้แก่บริษัท เนื่องจากสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างครอบคลุมในทุกพื้นที่ของประเทศมีทั้งร้านค้าขนาดใหญ่ และร้านค้าขนาดเล็ก โดยปัจจุบันบริษัทมีร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่จำหน่ายสินค้าของบริษัทกระจายตัวอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ได้แก่

  1. ร้านค้าบิวตี้สโตร์ (Beauty Store) เป็นร้านค้าที่เน้นการจำหน่ายสินค้าในหมวดความงามและของใช้ส่วนตัว (Beauty & Personal Care) เป็นหลัก และมีสัดส่วนสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอาง–สกินแคร์–บอดี้แคร์มากกว่า 60% ของสินค้าทั้งร้าน เป็นร้านยุคดั้งเดิมที่เติบโตจากความต้องการของชุมชน และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านความงาม
  2. ซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น (Local Supermarket) เป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ในระดับชุมชนที่ดำเนินกิจการโดยผู้ประกอบการท้องถิ่น มีรูปแบบการจัดร้าน และการบริหารใกล้เคียงซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป แต่มีขนาดและพื้นที่ให้บริการเหมาะกับทำเลในจังหวัด / อำเภอ / ชุมชน โดยจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายหมวด (FMCG) ครอบคลุมของใช้ประจำวัน อาหารแห้ง เครื่องดื่ม ของใช้ในครัวเรือน รวมถึงสินค้าในกลุ่มความงามและของใช้ส่วนตัว (Beauty & Personal Care) เพื่อรองรับการซื้อแบบ “จบในร้านเดียว” ของผู้บริโภคในพื้นที่
    โดยทั่วไปซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นมักมีฐานลูกค้าประจำจากชุมชนรอบร้าน มีความยืดหยุ่นด้านการคัดเลือกสินค้าและการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายตามความต้องการของพื้นที่ และมีบทบาทสำคัญในการกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคในภูมิภาคผ่านเครือข่ายหน้าร้านที่เข้าถึงง่ายและครอบคลุมพื้นที่ชุมชน
  3. ร้าน Minimart เป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็ก–กลางที่มีลักษณะคล้ายร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store)
  4. ร้านค้ากลุ่มยา (Drug Store) ร้านค้าขายยาปลีก-ส่งแบบดั้งเดิม ดำเนินการโดยเภสัชกรหรือผู้ได้รับใบอนุญาตขายยา และมีการจำหน่ายสินค้าในหมวดสุขภาพและความงามร่วมด้วย โดยมีสินค้า Beauty ประมาณ 20–40% ของทั้งหมด โดยเป็นร้านขนาดเล็ก–กลางตั้งอยู่ในตลาดชุมชน คอนโด หมู่บ้าน หรือหน้าโรงพยาบาล
  5. ร้านค้าออนไลน์ (Online) ดำเนินการซื้อสินค้าเพื่อนำไปขายต่อบนเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตัวเอง เช่น Website / Landing Page / Social Commerce โดยมีรูปแบบเป็นผู้ค้ารายย่อยหรือ SME ไม่ใช่ Marketplace รายใหญ่
  6. แม่ค้าไลฟ์ (Live Streaming) กลุ่มนี้เติบโตเร็วมาก โดยเฉพาะหมวด Beauty & Personal Care จำหน่ายสินค้าผ่านการใช้ Facebook Live หรือ Tiktok ซึ่งจะเน้นขายสินค้าราคาไม่แพงมากเพื่อปิดการขายให้ไว และมักจะใช้กลยุทธ์การขายสินค้าราคาถูก หรือแจกสินค้าเพื่อดึงคนเข้ามาดูในไลฟ์ให้มากที่สุด มีทั้งซื้อสินค้ามาสต๊อกเอง หรือขายแล้วนำออเดอร์มาเปิดบิลสั่งซื้อสินค้า โดยขายแบบเร่งยอดผ่านการไลฟ์สดเป็นประจำ
  7. ร้านค้าเฉพาะกลุ่ม (Specialty) เช่น โรงพยาบาล, โรงแรม, โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น โดยจำหน่ายสินค้าเพื่อประโยชน์ใช้สอยภายในองค์กร

นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนจำหน่ายประเภทหน่วยรถเงินสด (Cash Van) ที่ช่วยกระจายสินค้าขนาดเล็กไปยังพื้นที่ชุมชนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เช่น ร้านโชว์ห่วย ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นขนาดเล็ก ร้านค้าชุมชนตามอำเภอต่าง ๆ ตามกลยุทธ์การขยายตลาดในส่วนร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น จึงทำให้สามารถกระจายสินค้าเข้าสู่ผู้บริโภคในชุมชนได้อย่างหลากหลาย ช่วยสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนชุมชนแบบปากต่อปาก เกิดความเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้า และในปี 2568 บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการเจาะกลุ่มตัวแทนจำหน่าย (Distributor) รายใหม่ กระจายในแต่ละภูมิภาค เพื่อเพิ่มช่องทางในการกระจายสินค้าไปสู่ร้านค้าท้องถิ่นในชุมชนให้มากขึ้น โดยบริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนตัวแทนจำหน่าย และร้านค้าชุมชนให้มากขึ้น โดยเน้นขยายตลาดในกลุ่มสินค้าตลาดมวลชน (Mass Products) ได้แก่ กลุ่ม Personal Care เป็นหลัก เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่มได้อย่างครอบคลุม

ช่องทางร้านค้าคาร์มาร์ท (Karmart Shop)

16
ร้าน คาร์มาร์ท ทั่วประเทศ

เป็นช่องทางการขายสินค้าที่ดำเนินการโดยบริษัทเอง จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าทุกรายการของบริษัทได้อย่างสะดวกสบายภายใต้ราคาและโปรโมชั่นที่จูงใจหลากหลายรูปแบบ ช่วยให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและเกิดความจงรักภักดีในแบรนด์สินค้า ช่วยให้บริษัทได้ศึกษาและเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างแบรนด์กับลูกค้าผ่านการให้บริการของพนักงานขายของบริษัทที่ได้รับการฝึกอบรมให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสินค้าทุกรายการได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีใจรักบริการ พร้อมดูแลลูกค้าทุกคนด้วยความเต็มใจอย่างสุดความสามารถ และยังคงมีแบรนด์คู่ค้าในร้านคาร์มาร์ท เช่น CHAT Cosmetics เครื่องสำอางของน้องฉัตร เพียงอภิชาติ / Amame ผ้าอนามัยแบบกางเกง เกรดพรีเมียม เทคโนโลยีจากญี่ปุ่น / Kitty Kawaii คอนแทคเลนส์แฟชันและสายตาคุณภาพสูง / Moche ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวความงามแบบญี่ปุ่น นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการปรับลดสาขาที่มีขนาดเล็กและพยายามสรรหาพื้นที่ใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ มีขนาดพื้นที่ที่เพียงพอต่อแบรนด์ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเช่น สาขาซีคอน บางแค อีกทั้งบริษัทฯ ได้ปรับรูปแบบร้านเน้นโฟกัสแบรนด์ เพื่อนำเสนอได้ชัดเจน และตรงกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น เช่น ร้าน Cathy doll รวมถึงร้านรื่นรมย์ สาขา central festival เชียงใหม่ ทั้งนี้ยังคงมีแผนการพัฒนาระบบ CRM เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ เป็นการช่วยส่งเสริมในด้านการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีโครงการร่วมกับพาร์ทเนอร์ในธุรกิจต่างๆ หลากหลายรูปแบบ ได้แก่ สถาบันการเงิน บัตรสะสมแต้ม ร้านค้าอื่นๆ เช่น ร้านขนม เครื่องดื่ม เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่และมอบสิทธิพิเศษแทนคำขอบคุณให้กับลูกค้าทุกคนมากขึ้น

โดยในปัจจุบันมีร้านคาร์มาร์ทช็อปในประเทศไทย ทั้งหมด 9 สาขา ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 8 สาขา และพื้นที่ต่างจังหวัด 1 สาขา โดยมีทำเลที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ เป็นต้น และได้มีการขยายร้านค้าในนามแบรนด์รื่นรมย์15 สาขา ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 15 สาขา และพื้นที่ต่างจังหวัด 1 สาขา โดยมีทำเลที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ไอคอนสยาม และสยามพารากอน เป็นต้น รวมถึงร้าน Cathy doll 2 สาขาที่ BTS สยาม และ เดอะมอล บางกะปิ โดยสาขาทั้งหมดดำเนินการในรูปแบบบริษัทลงทุนเป็นเจ้าของเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการบริหารจัดการร้านค้าทั้งในด้านภาพลักษณ์ความสวยงาม คุณภาพของพนักงานขาย รวมทั้งสต็อคสินค้าให้พร้อมจำหน่าย และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ช่องทางส่งออก (Export)

สินค้าแบรนด์ไทยกำลังเป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะ คุณภาพของสินค้า การนำเสนอนวัตกรรมที่โดดเด่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย ความหลากหลายของสินค้า และราคาที่คุ้มค่าจับต้องได้ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ House Brand ของบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ บริษัท คาร์มาร์ท ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรในแต่ละประเทศเพื่อวางแผนการทำตลาดอย่างเป็นระบบทั้งในช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ โดยดำเนินกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องในแต่ละประเทศ เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์และผลิตภัณฑ์ รวมถึงเพิ่มการรับรู้ในตลาดเป้าหมาย

ปัจจุบัน บริษัทได้กระจายสินค้าไปยังมากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก และได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากผู้บริโภคในตลาดเหล่านั้น บริษัทให้ความสำคัญกับการขยายช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อให้สินค้าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายและครอบคลุมช่องทางการขายหลักในแต่ละประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่

  • ช่องทางร้านค้าโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) เช่น Watsons, Seven-Eleven, Guardian, Family Mart, Robinsons Retail, Poya, Cosmed, Donki เป็นต้น
  • ช่องทางร้านค้าตัวแทนจำหน่าย (Traditional Trade)
  • ช่องทางออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, Amazon, TikTok เป็นต้น

สำหรับภาพรวมปี 2568 บริษัทมียอดขายในกลุ่มประเทศเอเชีย เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น ที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง นอกจากนี้บริษัทยังมียอดขายเพิ่มขึ้นในตลาดเอเชียใต้ ได้แก่ อินเดียและบังกลาเทศ รวมถึงได้เริ่มขยายสู่ตลาดใหม่ เช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดา อีกด้วย

บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในระดับโลก พร้อมทั้งเดินหน้าขยายตลาดและช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อให้สินค้าแบรนด์ไทยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและยั่งยืนในระยะยาว

ช่องทางออนไลน์ (Online)

3 ประเภท
ของช่องทางออนไลน์ของบริษัทฯ ในปัจจุบัน

ในปี 2568 ช่องทางออนไลน์ยังมีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ยังคงให้ความสนใจและต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้ช่องทางออนไลน์ขยายในทุกๆ รูปแบบในการขายสินค้า ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ แพลตฟอร์ม Marketplace รวมไปถึง Social Media, Social commerce ในรูปแบบต่างๆ เช่น LINE, Shopee, Lazada หรือ Tiktok เป็นต้น สำหรับบริษัทมีช่องทางการขายออนไลน์ 3 ประเภท ได้แก่

1. การขายผ่านเว็บไซต์ของบริษัท ได้แก่

2. การขายผ่าน Social Commerce ของบริษัท ได้แก่

  • LINE OA : @karmart, @karmarts_onlineshop, @Cathydoll, @reunrom_everyday, @jejuvita
  • Facebook / IG : Karmartsclub ผ่านการโพสต์ หรือไลฟ์ขายสินค้า
  • Twitter : Karmartsclub
  • Tiktok : Karmartsclub
  • Lemon8 : Karmartsclub

3. การขายผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce ต่าง ๆ รวมทั้งหมด 64 ร้านค้า ใน Marketplace ได้แก่ Lazada, Shopee, Tiktok, Buzzebees, Makro Pro, AMAZE, Line Gift, KPLUS Shopping, ThisShop

ภาพรวมในปี 2568 มีการขยายตลาดในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเท่าตัว และขยายพื้นที่คลังสินค้า รวมถึงปรับปรุงรูปแบบเว็บไซต์ Reunrom เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ตรงกลุ่มเป้าหมาย และสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น มีการทำการตลาดในช่องทางออนไลน์ใน Social commerce ใหม่ ๆ ที่ขณะนี้เป็นที่น่าสนใจอย่างมากของกลุ่มลูกค้า เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้ในรูปแบบการนำเสนอสินค้าที่เป็นรูปแบบคลิป และสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจ

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังเน้นการรีวิวและไลฟ์สดขายสินค้า Influencer และ KOLs ในแพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada, Tiktok ซึ่งยังเป็นที่นิยมของเหล่าลูกค้าที่ชื่นชอบการช็อปปิ้งออนไลน์ การเพิ่มการเข้าถึงแบรนด์และสินค้าได้โดยตรง และยังเพิ่มความสนใจและการตัดสินใจซื้อสินค้าได้เพิ่มและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จากการทำแฟรชเซลในไลฟ์ หรือการจัดกิจกรรมพิเศษและการขายร่วมกันภายในไลฟ์ ทั้งการขายผ่านช่องทาง Official และช่องทางของ Influencer, KOLs ด้วยการพัฒนาช่องทางออนไลน์ปัจจุบัน บริษัทเราจึงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด